ขึ้นชื่อว่ากองทุนรวม แม้ว่าจะลงทุนได้ง่าย ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกซื้อยังไงก็ได้นะ เพราะกองทุนรวมมีมากมายหลายประเภท นอกจากกองทุนประเภท SSF และ RMF ที่หลายคนรู้จักแล้ว ยังมีกองทุน LTF ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกองทุนประเภทนี้ดีพอ เราก็อยากจะชวนมาทำความรู้จักกับ LTF มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันว่ามันคืออะไร เหมาะกับใคร และมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง?
นักเขียนย่อให้
- LTF (Long-Term Equity Fund): คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นระยะยาวไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
- เหมาะสำหรับ: นักลงทุนระยะยาวที่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย
- ภาษี: กองทุน LTF จะไม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ปี 2563
- เงื่อนไข: เงินใน LTF จะต้องอยู่ในกองทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน จึงจะขายกองทุนคืนได้
ภาพประกอบ: กองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นระยะยาวไม่ต่ำกว่า 65%
ทำความรู้จักกับ LTF
LTF ย่อมาจากคำว่า “Long-Term Equity Fund” หมายถึง กองทุนรวมหุ้นระยะยาว จัดเป็นกองทุนรวมที่มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นระยะยาวไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม จุดประสงค์หลักของกองทุนนี้คือการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้น จุดเด่นสำคัญต่อตลาดหุ้นไทยของกองทุน LTF คือจะลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น โดยรัฐบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้นรวมถึงส่งเสริมให้ตลาดหุ้นในไทยมีสเถียรภาพ กระตุ้นให้ผู้มีรายได้ตัดสินใจร่วมลงทุน และดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด
ภาพประกอบ: LTF เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่สนใจลงทุนในหุ้นไทยและปฏิบัติตามเงื่อนไขได้
LTF เหมาะกับใคร?
แม้ว่ากองทุน LTF จะไม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีอีกต่อไปตั้งแต่ปี 2563 แต่ยังคงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่ากองทุนนี้คู่ควรกับผู้ลงทุนที่มีรายได้เพียงพอที่จะนำไปลงทุนหุ้นในระยะยาวได้
หากเป้าหมายคือการลงทุนในหุ้นไทยระยะยาว LTF อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุนให้ครบ จึงจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์นั้น ซึ่งถ้าหากนักลงทุนคนไหนที่ต้องการสิทธิ์สำหรับการลดหย่อนทางภาษี SSF หรือ RMF ก็จะเป็นกองทุนตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า
เงื่อนไขของการลงทุนในกองทุนรวมLTF
- เงินใน LTF จะต้องอยู่ในกองทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน จึงจะขายกองทุนคืนได้ (นับจากปี พ.ศ. เท่านั้น ไม่สนใจเดือน) เช่น เริ่มต้นจากเดือนธันวาคม 2567 – มกราคม 2568 = 1 ปีปฏิทิน เดิม LTF มีกําหนด 5 ปีปฏิทินจนถึงปี 2015
- ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการขายกองทุนคืนก่อน 7 ปีปฏิทิน จะต้องชำระคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับของเงินลงทุนที่ขายคืนโดยรวมกับเงินได้พึงชำระภาษีตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร
- การขายกองทุนคืนจะต้องดำเนินการผ่านหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า “เข้าก่อนออกก่อน (FIFO)” หรือซื้อปีไหนก่อนก็ขายออกไปก่อน
- นักลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนผ่าน บลจ. ธนาคาร หรือโบรกเกอร์
ข้อควรรู้สำหรับนักลงทุน
- ก่อนจะตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน LTF ให้ดี เช่น ลักษณะสินค้า ความเสี่ยง ผลตอบแทน เงื่อนไข สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น
- กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่ละกองจะมีนโยบายแตกต่างกัน บางกองจะลงทุนในหุ้นเฉพาะบางอุตสาหกรรมเท่านั้น และก็จะมีบางกองที่ลงทุนหุ้นในทุกอุตสาหกรรม
- กองทุนรวมLTF เน้นกลุ่มลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก อย่างน้อย65%ของพอร์ต ดังนั้นผลตอบแทนขึ้นอยู่กับภาวะตลาดหุ้น
ปัจจุบัน LTF ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่?
แน่นอนว่าการลดหย่อนทางภาษีเป็นข้อสำคัญที่ทำให้หลายคนสนใจไม่น้อย แต่เนื่องจากการลงทุนในกองทุน LTF ไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป นักลงทุนหลายคนยังคงมีคำถามในหัวว่า “แล้วเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้” ซึ่งตัวคุณเองต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าให้ได้
“คุณมองเป้าหมายการลงทุนแบบไหน”
เพราะถ้าหากคุณไม่ได้สนใจในแง่ของภาษีมากนัก การลงทุนในกองทุน LTF ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ นักลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสิทธิ์ลดหย่อนภาษี
และเมื่อหันกลับมามองกองทุน LTF ที่คุณยังถืออยู่ ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีเฉลี่ย 7-10% ต่อปี และมีโอกาสที่จะสามารถถือไว้เพื่อการเติบโตระยะยาว การลงทุนในกองทุนLTF ก็ยังคงเป็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะการลงทุนที่ยาวขึ้นจะลดโอกาสการขาดทุนจากความผันผวนของตลาดได้ รวมถึงถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนที่วางแผนเป้าหมายสำหรับเกษียณเงินก้อนนี้ก็สามารถเป็นเงินเก็บก้อนโตในอนาคตได้
ภาพประกอบ: การตัดสินใจขาย LTF ควรพิจารณาจังหวะแนวโน้มและสภาวะเศรษฐกิจ
หากLTF ครบกำหนด ควรขายช่วงไหนดีสุด
หากนักลงทุนที่ถือการลงทุนในLTFและ ตัดสินใจขายกองทุน ควรพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการลงทุนและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ
-
ถือครบกำหนด 7 ปีปฏิทิน
หากคุณถือครบกำหนดแล้วสามารถขายได้โดยไม่มีผลกระทบเรื่องภาษีตามมา ซึ่งหากไม่ขายเมื่อครบกำหนด 7 ปี คุณจะไม่สามารถรับประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ ขอย้ำอีกครั้งว่าควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าคุณขายตามเงื่อนไขของการลงทุนหรือไม่ ไม่งั้นคุณจะเสียผลประโยชน์แน่นอน หากปฏิบัติผิดเงื่อนไขการลงทุน จะต้องชำระคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุณเคยได้รับมา
-
ตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น
ควรขายหากคุณมองว่าตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและพอร์ตทำกำไรได้ดีอาจจะพิจารณาการขายเพื่อล็อกกำไร ให้มองถึงตลาดหุ้นในไทยเป็นหลักถ้าหากอยู่ในช่วงขาขึ้นก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการขาย
-
ช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน
หากเศรษฐกิจหรือสภาวะในตลาดอยู่ในช่วงที่ไม่แน่นอนเช่น การเกิดโรคระบาดอาจจำเป็นต้องพิจารณาการขายเพื่อลดความเสี่ยงภายในพอร์ต ซึ่งการขายในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงก็จะช่วยลดโอกาสการขาดทุนได้
ภาพประกอบ: โยกเงินจาก LTF ไปต่อยอด SSF หรือ RMF เพื่อรับผลประโยชน์ 2 ต่อ ในแง่ภาษีรวมถึงการลงทุน
หลังขาย LTF ควรนำเงินไปลงทุนอะไรต่อ?
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุน เมื่อคุณขาย LTF แล้ว สามารถย้ายเงินไปลงทุนในกองทุน SSFหรือ RMF ซึ่งแน่นอนว่าผลประโยชน์ที่ตามมามีถึง 2 ต่อ ด้วยกันดังนี้
- ต่อที่1 สิทธิลดหย่อนอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนใน SSFหรือ RMF จะได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับการลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งรูปแบบจะคล้ายกับ LTF ตรงนี้เองคุณก็ยังจะได้รับการลดหย่อนภาษีรายปีที่คุณต้องเสียในแต่ละปีได้
- ต่อที่2 ลงทุนใหม่ด้วยเงินก้อนเดิม
วนมาลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีได้โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ การลงทุนใน SSF เป็นกองทุนรวมเพื่อการออม ทางเลือกใหม่แทนกองทุน LTF ที่จะช่วยลดหย่อนภาษีได้และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ตัวอย่างกองทุนSSF เช่น ASP-DIGIBLOC(SSF,) SCBUSA(SSF)
ในส่วนของกองทุน RMF นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น หุ้นไทย ตราสารหนี้ ทองคำ โดยจะทำให้พอร์ตของลงทุนของคุณเติบโตไปได้ในระยะยาว ทั้งสองกองทุนเป็นกองทุนที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ โดยที่คุณไม่ต้องใช้เม็ดเงินชุดใหม่ในการลงทุน ตัวอย่างกองทุนRMFเช่น ASP-DIGIBLOCRMF, TNEXTGENRMF-A
สรุปภาพรวมเกี่ยวกับ LTF
LTF เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นของอุตสาหกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยเป็นหลัก เคยได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เพื่อส่งเสริมให้คนลงทุนระยะยาวซึ่งบุคคลธรรมดาสามารถลงทุนได้ง่าย ๆ เหมาะสำหรับกลุ่มนักลงทุนที่มองหาการลงทุนในระยะยาว และยังช่วยให้เงินเก็บออมนั้นมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนหุ้นในอนาคตได้ด้วย
ผู้ลงทุนในกองทุนLTF ควรประเมินเป้าหมายทางการเงินรวมถึงสภาวะของตลาดก่อนที่จะตัดสินใจขายหรือถือต่อ เมื่อไม่มีสิทธิ์ลดหย่อนทางภาษีแล้ว นักลงทุนควรพิจารณาแนวโน้มของตลาดหุ้นในประเทศไทยรวมถึงเปรียบเทียบกองทุนอื่น ๆ ที่อาจให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นรวมถึงสิทธิประโยชน์ที่มากกว่า
อ้างอิง
https://www.scbam.com/medias/fund-doc/tax-manual/SCBAM_Tax_LTF.pdf
https://res.innovestxonline.com/stocks/extra/61615_5e870b647cb85c336de6452ecceb412a.pdf
https://www.setinvestnow.com/th/glossary/long-term-equity-fund
https://www.krungsriasset.com/TH/FundGroupDetail.aspx?gid=114






